ยุโรปทวีปที่น่าทัวร์

%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b

ยุโรปเป็นทวีปหนึ่งที่หลายคนไฝ่ฝันที่อยากไปสัมผัสความเป็นยุโรปสักครั้ง เพราะมีสถาปัตยกรรมอาคารที่แปลกตา งดงาม มีธรรมชาติที่สวย และมีอาหารที่อร่อย

ประเทศในทวีปยุโรปประกอบไปด้วยหลายประเทศ อาทิเช่น กรีซ นอร์เวย์ เบลเยียม  เอสโตเนีย ลักเซมเบิร์ก  ออสเตรีย เป็นต้น

ทวีปยุโรปมีพื้นที่เล็กที่สุดเป็นอันดับสองรองจากทวีปออสเตรเลีย แต่มีจำนวนประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา

ทวีปยุโรปยังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ และยังสามารถทัวร์ยุโรปได้ทุกฤดู เพราะแต่ละฤดูก็มีความแตกต่างกัน ที่รอให้คุณได้ไปสัมผัส

เรามาดูกันครับว่ามีประเทศอะไรบ้างที่น่าจะไปทัวร์กันในยุโรป

  1. ประเทศสวีเดน เป็นเมืองนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศสวีเดน เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับการมาชมแสงเหนือ ทั้งยังมีกิจกรรมท่ามกลางหิมะที่น่าสนุกอีกมากมายด้วยครับไม่ว่าจะเป็นการเล่นสกี ไต่เขา ไอซ์สเก็ต นั่งรถลากโดยมีสุนัขแสนรู้คอยให้บริการ เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติ
  2. ประเทศอิตาลี เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,500 ปี ทั้งยังเป็นศูนย์รวมของสถานที่ท่องเที่ยวที่ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกด้วย และสถาปัตยกรรมที่สวยงามอลังการ อาทิเช่นสนามกีฬาโคลอสเซียม ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบัน น้ำพุเทรวีสุดยอดผลงานออกแบบน้ำพุ วิหารแพนธีออน และอื่นๆ
  3. ประเทศอังกฤษ หอนาฬิกาพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ หรือรู้จักกันดีในชื่อของ บิ๊กเบนที่นักท่องเที่ยวนิยมไปถ่ายรูปกันที่นั้น สโตนเฮนจ์ เป็นอีกที่ที่เป็นที่รู้จักกันดีและเป็นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ควรไปเห็นกับตากับความอัศจรรย์ สโตนเฮนจ์ เป็นสถานที่ที่เรียกกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ บนที่ราบ Salisbury บริเวณตอนใต้ของเกาะอังกฤษ

 

ยุโรปยังมีอีกหลายประเทศที่น่าไปสัมผัส หากใครอยากไปทัวร์ยุโรปก็มีหลายช่องทางครับและมีหลายสายการบินที่บินตรงไปถึงปลายทางเลย หรือถ้าหากใครสะดวกที่จะไปทัวร์ด้วยตนเอง หรือไปเป็นหมู่คณะกับทัวร์ก็มีหลากหลายทัวร์ที่พาท่านได้ไปทัวร์ยุโรปตามฝันของเราได้ครับ

ฝรั่งเศสเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและผลผลิตด้านอาหารอันดับที่ 2 ของโลก

3ฝรั่งเศสมีพื้นที่ 550,000 ตารางกิโลเมตร นับเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก (ประมาณเกือบหนึ่งในห้าของพื้นที่ของสหภาพยุโรป) อีกทั้งยังมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่กินอาณาบริเวณกว้างขวาง (เขตเศรษฐกิจจำเพาะมีพื้นที่ทั้งสิ้น 11 ล้านตารางกิโลเมตร) พื้นที่ประมาณสองในสามของประเทศฝรั่งเศสเป็นที่ราบ เทือกเขาที่สำคัญได้แก่ เทือกเขาแอล์ปซึ่งมียอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรป คือ ยอดเขามงต์บลองก์ สูง 4,807 เมตร เทือกเขาปิเรเนส์ เทือกเขาจูรา เทือกเขาอาร์แดนส์ เทือกเขามาสซิฟ ซองทราลและเทือกเขาโวจช์ ประเทศฝรั่งเศสมีชายฝั่งทะเลอยู่ถึง 4 ด้าน คิดเป็นความยาวรวมทั้งสิ้น 5,500 กิโลเมตร (ทะเลเหนือ ช่องแคบอังกฤษ มหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน)

ฝรั่งเศสเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและผลผลิตด้านอาหารอันดับที่ 2 ของโลก (โดยเฉพาะธัญพืชและผลิตภัณฑ์อาหาร) รองจากสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม อันดับที่ 4 ของโลก นอกจากนั้นยังเป็นประเทศที่ผลิตพลังงานนิวเคลียร์มากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐฯ การค้าต่างประเทศ ในอดีต ฝรั่งเศสขาดดุลการค้ามาโดยตลอดจนถึงปี 2525 ซึ่งได้มีการ ปรับโครงสร้างใหม่ เช่น การไม่รวมอัตรารายได้กับดัชนีเงินเฟ้อ และการปรับความสามารถในการ แข่งขันส่งผลให้สภาวะการค้าของฝรั่งเศสดีขึ้น และตลอด 9 ปีที่ผ่านมา คือ ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ฝรั่งเศสได้เปรียบดุลการค้าติดต่อกันเรื่อยมา ปัจจัยที่ส่งผลให้ฝรั่งเศสได้เปรียบดุลการค้า คือ (1) ราคาพลังงานที่ฝรั่งเศสต้องนำเข้าได้ลดลง (2) ฝรั่งเศสทำการค้ากับสหภาพยุโรปเป็นสำคัญโดยร้อยละ 60 ของการส่งออกของฝรั่งเศสส่งไปยังตลาดสหภาพฯ ซึ่งเดิมถือว่าเป็นจุดอ่อนของฝรั่งเศส แต่สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันได้กลายเป็นข้อได้เปรียบ และ (3) การส่งออกสินค้ามูลค่าสูงเช่น เครื่องแอร์บัส และอุปกรณ์การบิน ดาวเทียม อุปกรณ์ด้านการทหาร และรถไฟความเร็วสูง (TGV) ได้ขยายตัวอย่างมากโดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 20 ของการส่งออกของฝรั่งเศสทั้งหมด

อัตราการว่างงาน ปัญหาการว่างงานเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของฝรั่งเศส ซึ่งรัฐบาล ทุกชุดให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น การออกมาตรการลดชั่วโมงการทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมายลงจากสัปดาห์ละ 39 ชั่วโมง เหลือ 35 ชั่วโมงซึ่งจะทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น เป็นต้น แนวโน้มสภาวะเศรษฐกิจ คาดว่าฝรั่งเศสจะได้เปรียบดุลการค้าลดลง เนื่องจากการถดถอยของอุปสงค์โลก ซึ่งเป็นผลกระทบจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ในปี 2541 และการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายหลังเหตุการณ์ก่อการร้ายในสหรัฐฯ และสงครมในอิรัก

ฝรั่งเศสกับการการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคม

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี

แม้ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ยังต้องปรับตัวเข้ากับสภาพความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในประเทศที่ตื่นตัวคือฝรั่งเศส ซึ่งมองวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย นวัตกรรม และอุดมศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งความสามารถของประเทศ ภายใต้ร่มเงาของสหภาพยุโรปจึงออกมาเป็นยุทธศาสตร์ล่าสุดที่เรียกว่า “France Europe 2020” ซึ่งออกแบบและขับเคลื่อนโดยกระทรวงที่รวมการวิจัยกับอุดมศึกษาอยู่ในกระทรวงเดียวกัน

วาระแห่งชาติของฝรั่งเศสคือ การหลอมรวมงานด้านต่างๆ ที่ต้องสร้างฐานความรู้ใหม่ๆ เข้าด้วยกันเพื่อตอบสนองต่อโจทย์ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโจทย์ด้านสาธารณสุข ความปลอดภัยของอาหาร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม งานด้านพลังงาน การพัฒนาสังคมเมือง อุตสาหกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ไปจนถึงงานอวกาศ

สังคมฝรั่งเศสต่างจากสังคมไทยอยู่หลายอย่างและความต่างเหล่านี้นำไปสู่นโยบายกับการให้ลำดับความสำคัญที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการวิจัยพื้นฐาน (ในขณะที่ไทยให้ความสำคัญกับการวิจัยประยุกต์และความคาดหวังว่าจะขายได้กำไร) การลงทุนในงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ไม่หวังผลในระยะสั้น (ในขณะที่ไทยให้ความสำคัญกับงานพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีระยะสั้น ทำให้วางแผนได้ปีต่อปีเท่านั้น) ที่สำคัญสำหรับทั้งสองฝ่ายคืองานพัฒนาเหล่านี้มี “ตลาดงาน” เป็นเดิมพัน

คำว่า ตลาดงาน (Job Market) นั้น สำหรับสังคมเราเองยังแยกตัวออกจากการศึกษาและวิทยาศาสตร์ฯ ค่อนข้างมาก เวลาเราเลือกเรียนสาขาอะไร ผู้เรียนส่วนใหญ่มักไม่คุ้นเคยกับตลาดงานของสาขาวิชาชีพนั้นๆ มากนัก เพราะไม่เคยได้รับการบอกกล่าวหรือแม้เห็นว่าคนทำงานเขาทำงานอะไรอยู่ก็ยิ่งไม่มีความรู้ เพราะสถาบันการศึกษาตั้งแต่มัธยมขึ้นมาไม่ได้ตระหนักและไม่ได้รองรับประสบการณ์เหล่านี้ ในขณะเดียวกันที่ทำงานเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ก็มักไม่ค่อยสนใจที่จะทำกิจกรรมให้เด็กในวัยเรียนได้เข้าใจงานของหน่วยงานหรือของบริษัท ซ้ำร้ายบางแห่งคิดว่าเป็นภาระหากรับเด็กมาดูงานหรือฝึกงานด้วยซ้ำ ลงท้ายด้วยการมอบหมายการฝึกงานให้ทำหน้าที่ชงกาแฟบ้าง ถ่ายเอกสารบ้าง ก็มีให้เห็นหรือได้ยินอยู่ตลอดเวลา สังคมไทยและเยาวชนไทยจะก้าวหน้าไปไหนได้…

กลับมาที่ฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศหนึ่งที่ต้องรีบปรับตัวไม่ให้ความตกต่ำทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ความชัดเจนคือนโยบายของผู้นำสูงสุดที่เห็นแสงสว่างว่า จะต้องฟื้นฟูชาติให้กลับมาใหญ่โตใหม่ด้วยการสร้าง “ความรู้” และ “นวัตกรรม” บนพื้นฐานของความร่วมมือกับสหภาพยุโรป

เหมือนกับแนวคิดของนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทย ฝรั่งเศสเผชิญกับความท้าทายทั้งหลายอย่างเข้าใจ ว่าต้องสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคม และให้ทั้งสองการพัฒนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของฝรั่งเศส

แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจฝรั่งเศสในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจะค่อนข้างซบเซา มีปัญหาด้านการว่างงาน และความสามารถในการแข่งขันที่ตกต่ำอยู่บ้าง แต่ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของฝรั่งเศสน่าจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2558 นอกจากนี้ ภาคเอกชนฝรั่งเศสยังคงเดินหน้าแสวงหาตลาด และพันธมิตรทางการค้าที่มีศักยภาพในต่างประเทศ อีกทั้ง รัฐบาลฝรั่งเศสก็ยังให้ความสำคัญในการสร้างแรงจูงใจในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เทคโนโลยีการผลิต หรือการวิจัยและพัฒนา ตามที่นาย Manuel Valls นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสได้แถลงนโยบายในต้นเดือนเมษายนปี 2557 ที่ผ่านมา จึงน่าจะเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่มีศักยภาพที่จะเข้าสู่ตลาดของฝรั่งเศสด้วย

จุดเด่นของประเทศฝรั่งเศสคือ ตั้งอยู่ใจกลางของทวีปยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นตลาดผู้บริโภค (consumer market) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (มีผู้บริโภคประมาณ 500 ล้านคน) นอกจากจะเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าภายในทวีปยุโรปแล้ว ฝรั่งเศสยังเป็นจุดเชื่อมโยงการค้าไปยังทวีปแอฟริกาเหนือและบางประเทศในตะวันออกกลางอีกด้วย นอกจากนั้น ฝรั่งเศสยังเป็นแหล่งองค์ความรู้ที่ส่งเสริมขีดความสามารถด้านการแข่งขันของไทยในด้านพลังงานทดแทน เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ความร่วมมือด้านระบบการบริหารจัดการการอาชีวศึกษา (โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรม) การพัฒนาการขนส่งระบบรางและรถไฟความเร็วสูง เป็นประเทศผู้มีอำนาจการผลิตสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ในด้านการผลิตสินค้าหรูหรา ด้านธุรกิจค้าปลีก และการเกษตร ทั้งนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสจำนวน 39 บริษัท ยังได้รับการจัดอันดับอยู่ในรายชื่อ 500 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

ในปี 2556 IMF ได้จัดลำดับเศรษฐกิจฝรั่งเศสว่า มีขนาดใหญ่เป็นลำดับ 2 ของยุโรป และใหญ่เป็นลำดับ 5 ของโลก ฝรั่งเศสยังเป็นประเทศที่มีนักลงทุนต่างชาติ เข้าไปลงทุนจำนวนมากเป็นอันดับ 1 ของยุโรป และเป็นอันดับ 2 ของโลกอีกด้วย ถือเป็นประเทศที่มีความสำคัญต่อความเติบโตของเศรษฐกิจโลกประเทศหนึ่ง

ในปี 2557 คาดการณ์ว่า รัฐบาลฝรั่งเศสจะปรับเพิ่มเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นร้อยละ 1 โดยมีปัจจัยหนุนจากการปฏิรูปแรงงานและแรงกระตุ้นในการส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขัน รวมทั้งการลดรายจ่ายที่ลดลงและการปรับลดภาษีธุรกิจ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนและจ้างงาน สำหรับปี 2558 ฝรั่งเศสตั้งเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ที่ร้อยละ 1.7 ดังนั้น ช่วงนี้จัดเป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย จะนำเสนอสินค้าที่ไปแข่งขันในตลาดฝรั่งเศส

เส้นทางการท่องเที่ยวในฝรั่งเศส เพื่อความสนุกที่ครบถ้วน

เที่ยวฝรั่งเศสทั้งที ต้องไปสถานที่เหล่านี้ ไม่งั้นเรียกว่าแค่ได้ไป แต่ไม่ถึง ชม ชิม ช็อป ให้หนำตาเพลินใจกันไปเลย

เมืองหลวงอย่าง ปารีส ประเทศฝรั่งเศส จัดว่าเป็นเมืองที่คู่รัก คู่แต่งงานใหม่ นิยมไปเที่ยวโดยจับกันเป็นคู่ๆ หรือเลือกเป็นสถานที่ไปฮันนีมูนเพื่อสร้างความทรงจำดีๆกันเป็นอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ ด้วยความที่ปารีสเป็นเมืองแห่งแฟชั่น ที่ทันสมัยอลังการถือว่าเป็นศูนย์กลางของการออกแบบ ที่มีดีไซเนอร์ชื่อดังจากทั่วโลกมากมายมารวมตัวกัน(เทศกาลแฟชั่นวีค) แถมยังมีเสน่ห์ชวนหลงไหลด้วยศิลปะของสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรม ที่สุดยอด พิถีพิถัน ชดช้อย ถ่ายทอดมาข้ามยุคข้ามสมัย นอกจากนั้นยังเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีอาหารที่เลิศรสมากมาย เรียกได้ว่า เป็นเมืองที่น่าไปเที่ยวมากๆจริงๆ เป็นสวรรค์บนดินของคนที่ชอบเที่ยว ช็อป ชิม ชิว ในชณะเดียวกัน ก็ดื่มด่ำกับกลิ่นอายของความโรแมนติกที่สัมผัสได้ในทุกตารางนิ้ว

เมื่อไปถึงสิ่งแรกที่อยากให้คุณเข้าไปสัมผัสคือการนั่งรถทัวน์ 2 ชั้นหรือ L’Open ทัวร์เที่ยวชมไปรอบเมือง ให้คุณนั่งด้านบนซึ่งจะเปิดแบบไร้อะไรมาบดบังให้กวนใจ ซึ่งรถทัวน์คันนี้จะพาคุณไปชมรอบๆเมืองปารีส สัมผัสบรรยากาศความสวยงามจากสถาปัตกรรมชั้นยอด บ้านเรือนอาคารที่ถูกออกแบบวางผังเมืองมาเป็นอย่างดี ดื่มด่ำกับทัศนียภาพรอบๆแบบพาโนราม่า เต็มตา สัมผัสกับเรื่องราวที่แสนมีเสน่ห์ซึ่งสะท้อนออกมาจากสถาปัตกรรมทั้ง 2 ข้างทาง บอกได้เลยว่า ปารีสสวยงามในทุกอณูเลยจริงๆ ยิ่งนั่งรถเพลินๆในบรรยากาศสบายๆ ยิ่งต่อเติมวันพิเศษให้คุณทั้งคู่ให้มีค่ามากขึ้นประทับใจกัยได้แบบไม่รู้ลืม

หลังจากดื่มด่ำกับทัศนียภาพรอบๆแล้วเราก็ไปชมพวกผลงานศิลปกรรมที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์อาจจะต้องเสียเวลานานหน่อยซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งค่อนวันเป็นอย่างต่ำถึงจะพอได้ชมผลงานชิ้นไฮไลน์สำคัญๆบ้างเตรียมกำลังข้อขาให้ดีๆรับรองเดินกันจะเมื่อยตุ้มขาลากแน่ๆเพราะพื้นที่มีความกว้างขวางมากๆเลยครับด้วยพื้นที่มากถึง 60,000 ตารางเมตรเดินทั้งอาทิตย์ยังไม่หมดเลย ซึ่งที่นี่ได้รวบรวมศิลปะล้ำค่าระดับโลกไว้เยอะมากมาย บอกได้เลยว่าสวยงาม เป็นบุญตา จริงๆ

ถ้ายังมีแรงก็ไปกันต่อที่โบสถ์แซงต์ ชาแปลล์ (Sainte Chapelle)! ซึ่งอยถูั่ดไปไม่ไกลนักจากโบสถ์นอทเทอร์ดัม โบสถ์นี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวปารีสเคารพมากๆ ตกแต่งสไตล์กอธิคซึ่งจะมีการประดับประดา ไปด้วยกระจกหลากสีสวยงามจับตา ใครที่ได้ไปเยี่ยมชมต่างก็ยอมรับว่ากระจกที่ใช้ตกแต่งโบสถ์นี้ มีความงดงามที่สุด ยิ่งเมื่อแสงจากภายนอกส่องเข้ามา ยิ่งทำให้มองเห็นลายกระจกชัดเจนและสวยงามมาก โบสถ์นี้มีขนาดเล็กมากๆ ดังนั้นต้องมาในช่วงเช้าๆคนจะได้ไม่เยอะ จะได้มีเวลาละเมียดชมได้ทั่วๆ

เดินผ่านสวนตุยเลอรี ซึ่งเป็นสวนประจำวังลูฟวร์ในอดีตผ่านประตูชัยคอร์รุเซลที่สร้างเลียนแบบประตูชัยที่โรมเพื่อเป็นการรำลึก ถึงชัยชนะของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 เรื่อยๆจนมาถึงลานพีระมิดแก้วอีกแหล่งขวัญใจของนักท่องเที่ยว ซึ่งตั้งเด่นอยู่ภายนอกตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ทั้งหมดนี้เป็นการวางผังซึ่งก่อสร้างขึ้นมาอย่างยอดเยี่ยม สวยงาม มีศิลปะ แลสบายตา ซึ่งมีการวางแผนมาแต่โบราณ การเดินเที่ยวบนถนนในกรุงปารีสนอกเป็นการเสพผลงานศิลปะที่มีคุณค่า แถมยังสร้างความรื่นรมย์ทางสติปัญญา จรรโลงใจ มากมาย